จิตวิทยากับการเทรด

สำหรับบทความวันนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาและการเทรดนะครับ ซึ่งบทความนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องของการนำความรู้ด้านจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการเทรดอย่างที่ผมเคยอธิบายไปในบทความ Indicator หลายๆบทว่า “เครื่องมือชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้แม่นยำ 100% สำหรับตลาดคริปโต จำเป็นต้องใช้จิตวิทยาควบคู่ไปด้วย” สำหรับบทความนี้ผมก็จะมาอธิบายหลักการคร่าวๆให้ทุกท่านพอเข้าใจกันครับ

ก่อนอื่นเลยเรามารู้จักกับคำว่า “จิตวิทยา” ก่อนนะครับ

จิตวิทยา คืออะไร?

จิตวิทยา (Psychology) เป็นศาสตร์ชั้นสูงชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ ( หรือที่เราเรียกว่า “กระบวนการของจิต” ) กระบวนความคิดและรวมถึงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์และสัตว์ โดยจุดมุ่งหมายหลักของศาสตร์นี้ก็คือ การเข้าใจ อธิบาย ทำนาย พัฒนา และควบคุมพฤติกรรมด้านต่างๆได้

แล้วจิตวิทยาเกี่ยวอะไรกับการเทรด?

ซึ่งผมขอบอกตรงนี้เลยว่ามันเกี่ยวข้องกัน 100% อย่างแน่แท้และแน่นอนครับ เพราะว่าภายในตลาดคริปโตนั้นอย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า มีทั้งสกุลเงินดิจิทัลที่เป็นของจริงและของปลอม โดยของปลอมนั้นจะถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์เดียวคือการปั่นราคา หากว่าใครหลงเข้าไปนั้น ได้กำไรก็ดีไป ขาดทุนก็ถือว่าเป็นบทเรียน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จำเป็นต้องใช้จิตวิทยาในการเทรดทั้งคู่

โดยการที่เราจะทำการเทรดในแต่ละครั้งนั้นจำเป็นต้องดูในหลายๆปัจจัยครับ ไม่เพียงแค่ต้องดูทิศทางของราคาหรือเครื่องมือชี้วัดสองอย่างเท่านั้น จำเป็นต้องอาศัยจิตวิทยาในเทรดอีกด้วย

แล้วจิตวิทยาในการเทรดมันใช้ยังไงละ?

ก่อนอื่นเลยครับ สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมก็คือจิตใจของคุณเองครับ โดย 1 ในนั้นคือคุณต้องปรับพฤติกรรม นิสัยของคุณ โดยยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนใจร้อนหรือทำอะไรไม่ค่อยระวังก็ค่อยๆปรับตัวให้เป็นคนใจเย็นขึ้น สุขุมขึ้น รอบคอบขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยสำหรับการเตรียมจิตใจของตัวเอง ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ แต่อยู่ที่ว่าคุณจะทำมันหรือไม่ทำมันแค่นั้นเอง

ต่อมาก็คือการจัดรูปแบบ แนวทาง กระบวนการคิดทั้งหลายให้มันมีแบบแผน ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “ซื้อถูก ขายให้แพงเท่านั้นก็ได้กำไรแล้ว” ถูกไหมครับ? ซึ่งคำพูดนี้ผมก็เคยใช้มันตอนเริ่มเข้าวงการนี้ใหม่ๆครับ โดยจะบอกว่ามันก็ไม่ใช่ 100% ที่ถูกต้องครับ เพราะการทำแบบนี้มันก็ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณจะได้กำไรทุกครั้งที่คุณทำ เพราะหากการเทรดที่ปราศจากการศึกษาแนวโน้มต่างๆในด้านจิตวิทยาแล้ว คุณอาจจะกลายเป็นขาดทุนทั้งหมดแทนที่จะได้โอกาสในการทำกำไรแทนครับ

ซึ่งการจัดรูปแบบความคิดและกระบวนการคิดนี่ถือว่าสำคัญมากสำหรับการเทรด โดยในการเทรดนั้นคุณต้องรู้ถึง อารมณ์ของเทรดเดอร์คนอื่นๆด้วย เพราะมันไม่ใช่สนามรบที่มีคุณยืนอยู่คนเดียว บางครั้งเราจำเป็นต้องมองเทรดเดอร์คนอื่นให้เป็นมิตร แต่ในบางครั้งเราจะต้องมองเทรดเดอร์คนอื่นให้เป็นศัตรู โดยหลักการนี้ใช้ได้ง่ายๆครับ ขาขึ้นให้มองเทรดเดอร์คนอื่นให้เป็นมิตรและเมื่อขาลงให้มองเทรดเดอร์คนอื่นเป็นศัตรู

สำหรับผมนั้นการเทรดโดยปราศจากจิตวิทยานั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นการเดินเข้าสนามรบโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งแน่นอนการเดินเข้าสนามรบโดยไม่มีอาวุธยังไงคุณก็สู้คนอื่นไม่ได้ เพราะสนามรบของคริปโตนั้นดุเดือดกว่าที่คุณคิด วันนี้มันอาจจะ +100% วัดถัดไปมันอาจจะ -100% ก็ได้

ดังนั้นการบริหารจัดการความเสี่ยงสามารถใช้หลักจิตวิทยาอ้างอิงควบคู่กับ Volume ของในแต่ละช่วงเวลาได้ครับและในส่วนนี้สามารถช่วยให้เราทำกำไรได้ ซึ่งมี Quote เด็ดจาก Warren Buffet กล่าวไว้ว่า

Be fearful when others are greedy, be greedy when others are fearful.

ซึ่งนั่นหมายถึงให้คุณกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภและให้คุณโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัวนั่นเองครับ จงจำ Quote นี้ไว้ให้แม่นขึ้นใจ เพราะมันเป็นหลักจิตวิทยาที่ใช้ในการเทรดได้ดีเลยละครับ  ยกตัวอย่างเช่นสถานการณ์นี้ครับเป็นสถานการณ์จริงที่ผมเคยเทรดอยู่และได้กำไรมาไม่น้อยเลย

ยกตัวอย่างเหรียญ Streamr (DATAcoin) ละกันครับ จากภาพจะสังเกตได้ว่ามีปริมาณการซื้อเป็นจำนวนมาก แต่ราคานั้นแทบจะไม่ขยับเลย ซึ่งโดยผมเองมองจุดนี้ว่า เอ๊ะมันแปลกๆละนะ แสดงว่ามีคนจำนวนมากเข้าซื้อเก็บไว้ ซึ่งตามในภาพนี้เป็นจุด Buyzone แน่นอนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นอย่างนี้ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีคนเข้าซื้อเป็นจำนวนมากแต่ราคาไม่ขยับนั้นจะต้องมีการเก็บเก็งกำไรแน่นอน ผมเองก็ไม่ลังเลที่จะเข้าซื้อตาม ซึ่งในจุดนี้เราต้องมองเทรดเดอร์คนอื่นให้เป็นมิตรครับ เพราะการซื้อปริมาณมากในราคาต่ำนั้นถือว่ารายใหญ่ๆ เขานั้นเตรียมพร้อมที่จะดันราคาโดยการสร้างตลาดให้เป็นสภาวะ Panic Buy เพื่อใช้ทำกำไร (ซึ่งแท่งยาวๆสีเขียวๆนี้มี Vol. เกือบ 15M DATAcoin) ซึ่งแน่นอนจำนวนเหรียญเยอะขนาดนี้ก็มาจากกำแพงขายนั่นละครับ ที่ค่อยๆเข้าซื้อไว้ลดปริมาณกำแพงขายลง เมื่อทางรายใหญ่เห็นว่ากำแพงขายลดน้อยลงแล้ว เขาจึงยอมทุ่มเงินจำนวนก้อนใหญ่ในการพังกำแพงขายที่เหลือและทำให้ตลาดเกิดสภาวะ Panic Buy หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของเม่าน้อยที่หลงกลในการดันราคาขึ้นไปต่อ เมื่อถึงจุดทำกำไรที่พอใจของเจ้ามือรายใหญ่ๆแล้ว ก็จะทำการทุบราคาลงมาอย่างที่เห็น ซึ่งการทุบแต่ละครั้งเขาไม่ได้ขายครั้งเดียวหมด ซึ่งจะทยอยขายในช่วงราคาอยู่ในจุดสูงสุดและเมื่อขายจนพอใจแล้ว ก็จะทำการเอาเหรียญที่เหลือทุบลงมาให้เกิดตลาดสภาวะ Panic Sell เพื่อใช้ในการเก็บเหรียญเพิ่มขึ้นและดำเนินกราฟในชนิด Sideway ต่อไป

เมื่ออ่านจบบทความนี้แล้วหวังว่าทุกท่านคงจะได้เข้าใจถึงหลักจิตวิทยาการเทรดขึ้นมานิดนึงนะครับ หวังว่าทุกท่านคงเอาไปประยุกต์ใช้งานกับรูปแบบของตนเองได้ จงจำไว้ว่าหากคุณเทรดโดยปราศจากจิตวิทยาแล้วนั้น เทียบเท่ากับคุณเดินเข้าสนามรบไปโดยไม่พกอาวุธ ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างย่อยยับก็เป็นได้ ซึ่งผมก็ขอฝากเอาไว้อีกอย่างนึงก็คือ เมื่อขาดทุนแล้วจงอย่าตัดใจให้คุณจัดการระเบียบความคิดของคุณให้ดีว่าจะทำยังไงต่อ ซึ่งผมไม่แนะนำให้ทุกท่านเทขายทิ้งโดยจบๆไป เพราะบางครั้งพอคุณขายปุ้บ วันรุ่งขึ้นมันอาจจะดีดขึ้นก็ได้ ดังนั้นจงอย่าขายหมดและอย่าเข้าซื้อหมด ให้ทำการเล่นโดยการแบ่งไม้เข้าเล่น เช่นคุณมีเงิน 10,000 บาท ก็แบ่งออกเป็น 5 ไม้ไว้เข้าเล่นก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้อง All-in ให้หมด เพราะเมื่อตลาดเข้าช่วงขาลง มันจะทำให้คุณทำกำไรไม่ได้และอดซื้อของในราคาถูกๆครับ

และสุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโลภให้เป็นเวลาและคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจทำการใดๆครับ และขอให้ทุกคนทำกำไรได้มากๆครับ #พ่อบ้านดอยศาสตร์