บทสัมภาษณ์คุณ Keith Lim (Blockchain & Bitcoin Conference Thailand 2018)

บริษัทเล็กๆส่วนใหญ่นั้นยังคงโฟกัสไปยังการพัฒนาโซลูชันการชำระเงินข้ามพรมแดนและการบริการทางการเงินต่างๆโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นตัวกลาง ดังนั้นธุรกิจด้านการประกันภัยที่จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้นั้นยังถือว่าอยู่ในระดับที่ยังไม่ค่อยจะดีเท่าที่ควร

แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญมากมายนั้นก็มั่นใจว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นจะมาเปลี่ยนแปลงวงการการประกันภัยในอนาคตอันใกล้นี้  ซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้คุณ Keith Lim ก็จะพูดเกี่ยวกับว่า “การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

โดยจะขอใช้ชื่อย่อดังนี้ครับ

ผู้สัมภาษณ์ : Blockchain & Bitcoin Conference Thailand (BCT)

ผู้ให้สัมภาษณ์ : คุณ Keith Lim (K.L.)

BCT : คุณพอจะบอกได้ไหมว่าคุณรู้จักเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ยังไง แล้วในตอนแรกคุณเคยมองข้ามมันไหม? หรือว่าคุณเห็นว่ามันมีศักยภาพและมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นอย่างมากในอนาคตทันทีที่คุณได้เห็นมัน?

KL : ผมพบและรู้จักเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2012 โดยในขณะนั้น กรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานนั้นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ได้ศึกษาและเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ผมเห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นมีศักยภาพมหาศาลจึงต้องการที่จะนำมาพัฒนาใช้ควบคู่กับธุรกิจประกันภัย

BCT : ในฐานะที่คุณเป็นแนวหน้าเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพัฒนาใช้กับการบริการด้านประกันภัยนั้น คุณมองเห็นถึงว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะมาพัฒนาวงการการประกันภัยได้ยังไง? แล้วธุรกิจดังกล่าวนั้นจะย้ายมาบนเทคโนโลยีบล็อกเชนทั้งหมดหรือว่ามันจะทำงานแบบคู่ขนานกันไปเรื่อยๆ ?

KL: ธุรกิจด้านประกันภัยนั้นใหญ่และธุรกิจแบบเก่าๆนั้นเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามามีบทบาทด้านบวกในส่วนดังกล่าว โดยบริษัทประกันภัยนั้นเริ่มที่จะทำระบบ Proof-of-concepts ผ่านทาง Smart Contracts อีกทั้งยังมีกระบวนการ KYC (Know Your Customer) และการจัดการข้อเรียกร้องต่างๆผ่านทางเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้มันยังคงมีผู้ถือผลประโยชน์ร่วมในธุรกิจประกันภัยแบบดั้งเดิมจำนวนมาก เช่น หน่วยงาน บริษัทประกันและตัวแทนบริษัทประกัน โดยผมคิดว่าการทำระบบประกันภัยโดยมีพื้นฐานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นจะทำงานควบคู่ไปกับรูปแบบการบริการแบบดั้งเดิมไปอีกสักระยะหนึ่ง

BCT : จนถึงวันนี้มีบริษัทที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพัฒนาควบคู่ไปกับธุรกิจประกันภัยมากแค่ไหน? แล้วอะไรคือจุดเด่นหรือจุดขายของ Hearti?

KL : เนื่องจากการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้งานนั้นทำได้หลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่น การชำระเงินทั่วโลก การขนส่ง ฯลฯ แต่บริษัทส่วนใหญ่นั้นก็ไม่ได้โฟกัสมาที่การนำมันมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจประกันภัยในขณะนี้มากเท่าไหร่นัก ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความได้เปรียบของ Hearti ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทแรกที่หันมาโฟกัสจุดนี้ ซึ่งยิ่งไปกว่านั้น Hearti แต่เดิมก็ให้บริการด้านประกันภัยแก่ลูกค้าผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent — AI) อยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้ก็คือจุดแข็งของพวกเรา

BCT : จนถึงตอนนี้บริษัทด้านบล็อกเชนที่ดำเนินการในสิงค์โปรนั้นมีอุปสรรคด้านไหนบ้าง? แล้วข้อเสียเปรียบของการควบคุมดังกล่าวหลักๆมีอะไรบ้าง?

KL : เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่บนระบบกระจายอำนาจโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง (Decentralized) และการกระจายเครือข่ายนั้นของผู้ถือผลประโยชน์ร่วมนั้นทำได้ยาก ดังนั้นนี่คือความท้าทายของบริษัทด้านบล็อกเชนหลายๆบริษัทในสิงค์โปร ที่จะต้องรวบรวมผู้ถือผลประโยชน์ร่วมในธุรกิจประกันภัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสิงค์โปรที่มีความสัมพันธ์ที่ดีให้เพียงพอ

BCT : แล้วบริษัท Hearti นั้นมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ใดบ้าง? แล้วประเทศไทยนั้นเป็นที่สนใจของคุณหรือไม่?

KL : โดยบริษัท Hearti นั้นโฟกัสไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพวกเราก็ได้มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

BCT : คุณจะพูดเกี่ยวกับเทรนด์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนในงาน Blockchain & Bitcoin Conference Thailand 2018 ที่จะถึงนี้ โดยตอนนี้คุณสามารถที่จะบอกให้เราฟังสั้นๆได้ไหมเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะพูดกับผู้เข้าร่วมงาน?

KL : ผมจะพูดถึงเหตุการณ์และกรณีศึกษาต่างๆที่ซึ่งได้กำหนดแนวโน้มของเทคโนโลยีบล็อกเชนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและสิ่งที่พวกเราสามารถคาดหวังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งผมก็จะพูดถึงแนวโน้มสำคัญๆที่ผมได้สัมผัสและได้เห็นในช่วงที่ผ่านมา เช่น การออกกฎระเบียบควบคุมในประเทศหลายๆประเทศ เช่น ประเทศไทย และประเทศจีน และเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปพัฒนาใช้ต่อไปยังไง

BCT : คุณพอจะบอกได้ไหมเกี่ยวกับสิ่งที่คุณคาดหวังในวันงาน?

KL : ผมคาดหวังที่จะได้เห็นงานประชุมที่มีชีวิตชีวาเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและบิทคอยน์ นอกจากนี้ยังควรมีโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการร่วมมือและหาพันธมิตร

สำหรับบทสัมภาษณ์ของคุณ Keith Lim ที่ซึ่งเป็น Keynote speaker หลักๆของงานก็มีเพียงเท่านี้ครับ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่งาน Blockchain & Bitcoin Conference Thailand 2018 ที่จะถึงในวันที่ 6 มีนาคมนี้ได้เลยครับและที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็มีโปรโมชั่นหั่นราคาตั๋วเข้าร่วมงานถึง 50% เลยทีเดียวครับ โดยมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 4 มีนาคมนี้เท่านั้นครับ!

สามารถซื้อตั๋วเข้างานได้ที่นี่ครับ