ภาครัฐเร่งดำเนินการในส่วนกฎหมายควบคุมเงินดิจิทัลและการระดุมทุนแบบ ICO

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับการออก พ.ร.ก เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลและร่างพ.ร.กเกี่ยวกับประเด็นการจัดเก็บภาษีจากสกุลเงินดิจิทัลนั้นที่ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้

โดย ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับบหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกับสำนักข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในขณะนี้กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งเชื่อว่าจะผู้ที่ต้องการระดมทุนแบบ  ICO (Initial Coin Offering) ก็คงจะเร่งระดมทุนกันหลายราย

โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้นมีผู้ระดมทุนแบบ ICO ในประเทศไทยนั้นประมาณ 10 กว่าราย ซึ่งจำนวนหนึ่งในนั้นก็มีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมอยู่ด้วยซึ่งในส่วนของรายละเอียดโครงการในเอกสาร White Paper ของผู้ระดมทุนบางส่วนนั้นก็ยังไม่ได้ทั้งในด้านของคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งเรียกง่ายๆว่า ยอดที่ขอระดมทุนนั้นยังไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการจะทำ โดยในส่วนนี้เนื่องจากยังไม่มีกฎมาบังคับใช้ทำให้นักลงทุนต่างๆนั้นจำเป็นต้องศึกษาให้ดีและเข้าใจในตัวโครงการก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ทั้งในแง่ของความเป็นไปได้ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนและโปรเจคนั้นๆจะสามารถอยู่ได้นานหรือประสบความสำเร็จหรือไม่

ซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศที่ซึ่งการระดมทุนแบบ ICO นั้นมีมาตรฐานที่สูง ในส่วนของรายละเอียดของโครงการต่างๆนั้นจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนใน White Paper เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนทั้งหลาย ในด้านของความเป็นไปได้ของโครงการว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

แต่ในประเทศไทยนั้นการออกระดมทุนแบบ ICO ของบางบริษัทก็ไม่ได้เข้าใจในเทคโนโลยีอย่างแท้จริง แต่ทำในลักษณะที่ว่าเห็นคนอื่นทำเลยทำตามบ้าง ซึ่งในส่วนนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่จำเป็นต้องมีความตั้งใจในการที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ไม่ใช่มองแค่ว่าการระดมทุนแบบ ICO นั้นได้เงินง่ายและจะนำไปทำอะไรก็ได้

โดยการกฎหมายควบคุมกำลังจะออกมาและเปลี่ยนแปลงในหลายๆส่วน ทั้งในส่วนของนักลงทุน ภาคราชการ ภาคเอกชน ทางดร.ภูมิได้กล่าวว่าอยากให้ทุกๆคนนั้นศึกษาให้ดีก่อน หากมีการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันแสดงความคิดเห็นหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศ

ซึ่งภาครัฐเองก็มองการคุ้มครองนักลงทุนเป็นประการสำคัญอันดับต้นๆอยู่แล้ว กรมสรรพากรก็มีหน้าที่ดูแลด้านภาษี ส่วน ก.ล.ต. ก็ดูแลในส่วนการระดมทุนและทางด้านผู้ระดมทุนเองก็ต้องมีความซื่อสัตย์และความยุติธรรมต่อนักลงทุนด้วย

และดร.ภูมิก็ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“นี่ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้ประเทศไทยนั้นพัฒนาอย่างก้าวกระโดดล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ในด้านของวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวโน้มตลาดใหม่ของโลกใบนี้ เพราะเราจะเป็นประเทศแรกๆที่เข้ามาจัดระบบเรื่องนี้อย่างจริงจังในหลายๆมิติ แต่ถ้าทำไม่ดี ข่าวก็จะแพร่ไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน”

Original Source : Thansettkij
Featured Image via TechTalkThai