การนำบริการทางการเงินมาสู่บล็อกเชน

ผู้คนนับล้านทั่วโลกกำลังหลั่งไหลเข้ามาในตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการธนาคารและระบบนิเวศทางการเงิน ถึงแม้ว่าเป็นเวลาเกือบ 10 ปีหลังจากการถือก1ำเนิดของเหรียญดิจิทัลอย่างบิทคอยน์แต่ก็ยังยากที่จะสร้างการเชื่อมโยงของระบบการเงินกับเหรียญดิจิทัล ซึ่งขั้นตอนการแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายในการสร้างสูง รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลยังไม่ถูกนับรวมในตลาดค้าสกุลเงินอย่างตลาด forex ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ โดย Everex ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการเงินบนบล็อกเชนได้เริ่มให้ผู้ใช้สามารถโอน ยืมและซื้อขายสกุลเงินใดก็ได้ในโลก โดยเข้าใจถึงช่องว่างในตลาดและสามารถทำให้ระบบชำระเงินใช้เวลาน้อยกว่า 30 วินาทีโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำและมีความปลอดภัยสูง

จาก ICO สู่การพัฒนาในปัจจุบัน

การระดมทุนของ Everex ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยมีผู้สนใจร่วมลงทุนมากกว่า 8,000 รายในเดือนสิงหาคมปี พ. ศ. 2560 และได้รับเงินจำนวน 26 ล้านดอลลาห์ผ่านรูปแบบการระดมทุนในเหรียญอย่างบิทคอยน์และอีเธอร์เรียม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดตัวกระเป๋าสตางค์ที่สามารถใช้งานสำหรับการโอนระหว่างกัน รวมถึง Everex Token (EVX) ได้เข้าไปลิสต์ให้สามารถซื้อขายในกระดานเทรดอย่าง Lykke, Huobi.pro และ ETHLend แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องสำหรับผู้ถือโทเค็นเพิ่มขึ้น ในส่วนทีมเทคนิคของบริษัทได้ปรับเพิ่มคุณสมบัติหลักต่างๆ และกำลังดำเนินการนำร่องทดลองการชำระเงินแบบ B2B กับกลุ่ม Holley ของประเทศจีน

ที่มา CoinMarketCap

รูปแบบธุรกิจของ Everex

Everex ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับสกุลเงินต่างๆผ่านการเสนอในรูปแบบบล็อกเชนโดยจะสร้างหน่วยสกุลเงินที่เทียบเท่า (eFiat) บนอีเธอร์เรียม  ดังนั้น eUSD จะถูกสร้างขึ้นสำหรับการโอนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้ง eUSD และ fiat USD จะมีมูลค่าเท่ากันโดย eFiat สามารถส่งไปได้ทุกที่ทั่วโลกและได้รับการยืนยันธุรกรรมต่างๆโดยนักขุดเหรียญอีเธอร์เรียม และจะมี smart contact สำหรับแต่ละสกุลเงิน โดยสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต เช่น ผู้ค้า forex, ธนาคาร ฯลฯ จะสามารถเปลี่ยนสกุลเงิน Fiat ทั่วไปเป็น eFiat และเปลี่ยนกลับไปมา

วิธีนี้ถือเป็นประโยชน์หรือไม่? ถ้าหากลองใช้กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสองแบบนั่นคือ AliPay และ PayPal โดยถึงแม้ว่าจะมีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนแต่ก็ไม่มีฟังก์ชันการทำงานที่เรียบง่ายในการอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินให้กับผู้ใช้งานคนอื่นหากแต่สภาพแวดล้อมเหล่านี้ไม่ดีต่อธุรกิจและการค้า โดย Everex จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกระเป๋าสตางค์ทั้งหมดผ่านทางโซลูชันบล็อกเชน

โดยสามารถระบุความสำคัญได้ดังต่อไปนี้:

  • การโอนเงินข้ามเขตและข้ามพรมแดน
  • สามารถโอนธุรกรรมต่างๆได้เร็วขึ้นภายในไม่กี่วินาที
  • การชำระเงินออนไลน์แบบ P2P
  • ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า

บริษัทมีรายได้ผ่านส่วนต่างระหว่างอัตราซื้อและขาย นอกจากนี้ยังช่วยในการทำธุรกรรมเนื่องจากไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้ เป้าหมายคือเพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถแข่งขันและราคาไม่แพงสำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยบริษัทจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการถอนเพียง 1% -2% และได้สร้างระบบนิเวศที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ของเขา โดยเขาสามารถดำเนินธุรกิจการค้าหรือการโอนเงินผ่านกระเป๋าสตางค์ Everex ด้วยกันได้ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก Google Play ได้ฟรี การทำธุรกรรมทั้งหมดสามารถสร้างการติดตามข้อมูลทางการเงินที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตเพื่อสร้างประวัติความน่าเชื่อถือหรือเครดิตสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการประเมินค่าเครดิตของแต่ละคนโดยบริษัทสามารถประเมินการเสนอสินเชื่อให้กับผู้กู้ได้

ผลิตภัณฑ์ในระบบนิเวศของ Everex

  • Ethplorer – เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหา tokens บนแพล๊ตฟอร์มอีเธอร์เรียมได้
  • กระเป๋าสตางค์ Everex – สำหรับการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บเหรียญดิจิทัล
  • eFiat – โทเค็นบนแพล๊ตฟอร์ม Ethereum ซึ่งถูกผูกไว้กับสกุลเงิน fiat
  • การส่งเงินผ่าน Everex fiat – โดยปัจจุบันมีให้บริการเฉพาะในประเทศไทยและพม่า
  • Chainy – ทำให้ที่อยู่ urls บนบล็อกเชนไม่สามารถถูกแทนที่ได้หรือเป็นลิงค์ถาวร เพื่อใช้พิสูจน์หลักฐานที่อยู่ถาวรของผู้ใช้และเพื่อส่งข้อความแบบสาธารณะบนอีเธอร์เรียมบล็อกเชน

Everex กับ Ripple

ไม่ว่าธนาคารใดๆก็สามารถใช้ Everex เพื่อชำระเงินระหว่างประเทศได้และเป็นวิธีโอนเงินแบบรวดเร็วถูกกว่าและมีความปลอดภัยมากขึ้น โดย Everex มุ่งเน้นที่จะตอบสนองต่อร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา ด้วยการดำเนินธุรกิจสำหรับอีคอมเมิร์ซมากกว่าร้อยละ 80 ที่อยู่ในรูปแบบเงินสดเมื่อส่งมอบในประเทศต่างๆเช่น ประเทศไทยผู้ค้าต้องเผชิญกับต้นทุนที่มากขึ้นในการรับเงินสด โดยผลิตภัณฑ์ Everex จะช่วยให้ร้านค้าได้รับประโยชน์จากสินเชื่อ SME และเกตเวย์การชำระเงินที่เป็นมิตร

หลายคนได้เปรียบเทียบ Everex กับ Ripple แม้ว่ากรณีการใช้งานพื้นฐานจะเหมือนกันแต่โดยส่วนใหญ่ Ripple จะเน้นทำงานร่วมกับธนาคารซึ่งมุ่งเน้นการทำธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่ แต่บริษัท Everex ได้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจขนาดเล็กสำหรับผู้บริโภครายย่อยและธุรกิจที่มีขนาดเล็ก โดยผู้ก่อตั้งเชื่อว่าธนาคารจะได้รับประโยชน์จากการทั้งสองบริษัทซึ่งทำให้พวกเขาสามารถครอบคลุมลูกค้าองค์กรเช่นเดียวกับลูกค้ารายย่อย

ทีมงาน Everex

Everex ตั้งอยู่ในประเทศไทยและมีประสบการณ์ทางอย่างลึกซึ้งในเทคโนโลยีบล็อกเชน  Alexi Lane ผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมก่อตั้ง/ซีทีโอ Alexander Kakunov เริ่มต้นบริษัท Everex ตอนแรกชื่อ Midas Reserv ที่มุ่งเน้นการทำ digitizing และการค้าทองคำและสินค้าอื่นๆในบล็อคเชน โดยพวกเขามุ่งมั่นเน้นการวางเงินสดในบล็อกเชน เนื่องจากเป็นขั้นตอนหลักก่อนที่สินค้าใดๆอาจมีการซื้อขายได้สำเร็จในบัญชีแบบแยกประเภท

โดยพวกเขายังรวมถึงการบริการด้านการเงิน ซึ่งด้วยเศรษฐกิจโลกมากกว่าสองพันล้านคนที่ไม่สามารถรับบริการจากธนาคารและใช้เป็นเงินสดอาจจะถือว่าขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของระบบเศรษฐกิจ นี่นับเป็นโอกาสสำคัญและผู้ก่อตั้งเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลสามารถใช้ประโยชน์ได้ในการใช้โซลูชันที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อและการค้าขายแก่ประชากรกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมจากธนาคาร

Alexi Lane เป็นผู้ประกอบการนักลงทุนและผู้บริหารระดับสูงที่มีความชำนาญในตลาดทุน การบริการทางการเงินและการชำระเงินรวมถึงระบบการเรียกเก็บเงินออนไลน์ที่มีความเสี่ยงสูง เขาได้ทำงานร่วมกับบริษัทต่างๆเช่น Morgan Stanley โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Alexander Kakunov เป็นสถาปนิกออกแบบระบบและเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์สำหรับบริการออนไลน์ที่มีการใช้งานสูง ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเขาได้มุ่งเน้นการพัฒนาแอพพลิเคชันบนบล็อกเชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ

Everex มีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษา ซึ่งมีทั้ง Kirill Gourov จาก Full Node Capital, Anna Vladi จาก Accenture, Faisal Khan และอื่นๆ

source: http://blockchaintimes.io/